ประเพณีวัฒนรรมชาวสตูล

ประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ ของชาวสตูล คือ การเข้าสุนัต การนิกะ การละหมาด การละเล่นพื้นบ้าน ประเพณีการลอยเรือของชาวเล

ศาสนาอิสลาม (Islam) เป็นศาสนาใหญ่ ในจำนวนศาสนาใหญ่ของโลก 3 ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ และอิสลาม คำว่าอิสลามเป็นคำใน
ภาษาอาหรับ หมายถึง ความสันติ ความรอดพ้นและการยอมตนส่วนผู้ที่นับถือศาสนานี้เรียกว่า "มุสลิม" ศาสนาอิสลามถูกประกาศ
เผยแพร่โดย พระศาสดามุฮัมหมัด เมื่อประมาณ พ.ศ. 1153 ศาสนานี้ได้ก่อกำเนิดมานานนับพันปีแล้ว ซึ่งศาสนานี้นับถือพระผู้เป็น
เจ้าพระองค์เดียว คือ พระองค์อัลลฮ นอกจากนี้ศาสนาอิสลามไม่มีพระ ไม่มีนักบวช ชาวมุสลิมทุกคนต้องเรียนรู้คำสอนของศาสนา
ในพระคัมภีร์เอง สำหรับพระประวัติพระศาสดามุฮัมหมัดนั้น พระองค์ประสูติที่นครเมกกะ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย
ทรงเป็นพระศาสดาเมื่ออายุ 40 ปี และเริ่มประกาศศาสนาอิสลาม พร้อมทั้งปรารภจะรวมชาวอาหรับทุกกลุ่มเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน แต่เนื่องด้วยในขณะนั้นมีการแตกแยกเป็นกกเป็นเหล่าและมีความป่าเถื่อน พระองค์ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรง จนต้องอพยพหนีไปที่อื่น แต่พระองค์ยังคงเผยแพร่ศาสนาจนกระทั่งรวบรวมคนได้มาก และเข้าต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามจนได้รับชัยชนะเข้าเมืองเมกกะได้ ในที่สุดพระองค์ปกครองอาณาจักรอาหรับจนอายุ 63 ปี จึงวายชนม์ นครเมกกะจึงเป็นเมืองที่สำคัญทางศาสนาอิสลาม

เข้าสุนัต สุนัต มาจากคำว่า สุนนะฮ ( สุน-นะฮ ) หมายถึง แนวหรือวิถีปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านมูฮัมหมัด(ซ.ล) ในทุกกระบวนการ
การเข้าสุนัต จึงหมายถึง การเข้าสู่ชีวิตตามแบบอย่างของท่านนบีฯ การเข้าสุนัตนั้น อาจทำเพียงคนเดียวหรือบางทีเจ้าภาพจัดงานอาจจะหาเด็กซึ่งเป็นญาติกันมาทำการขลิบพร้อมๆกันหลายคนก็มีเพื่อทำให้เกิดความอบอุ่น
ใจแก่ผู้ที่ต้องถูกทำการขลิบ โดยการขลิบในสมัยก่อน นิยมทำกันในเวลาเช้า ระหว่างเวลาประมาณ 08.00-10.00 น. หรือตอนเย็น เพราะเป็นช่วงที่มีอากาศเย็นกว่าช่วงเวลาตอนกลางวัน เมื่อขลิบแล้ว เลือดจะไหลออกไม่มากและหยุดง่าย ซึ่งปัจจุบันนี้ ในวงการผู้ที่มีการศึกษาหรือผู้ที่อาศัยอยู่ในสังคมเมืองที่เจริญแล้วนิยมนำบุตรหลานมาให้หมอที่เป็นมุสลิมจัดทำการขลิบที่โรงพยาบาล
หรือ
คลินิก โดยไม่ต้องจัดงานหรือพิธีการใดๆให้ยุ่งยากและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพียงแค่เสียค่าบริการและค่ายาหลังจากทำการขลิบแล้วใช้เวลา
รักษาประมาณ15 วัน ก็หายเป็นปกติ

การสมรส (พิธีนิกะฮหรือพิธีกินเหนียว) ตามบัญญัติศาสนาอิสลาม การนิกะฮ หมายถึงการผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง เพื่อเป็นสามี ภรรยากันโดยพิธีสมรสตามหลักศาสนาอิสลาม มิใช่การจดทะเบียนสมรสหรือการกินอยู่ฉันท์สามี ภรรยาตามที่บุคคลทั่วไปเข้าใจอิสลามไม่ให้
สมรสกับคนต่างศาสนา หากจะสมรสต้องให้ผู้นั้นมาเป็นมุสลิมด้วยความศรัทธาเสียก่อน คือปฏิบัติตามแนวทางของระบบอิสลาม เช่น การละหมาด
ถือศีลอด บริจาคซะกาต ฯลฯ มิใช่เป็นมุสลิมเพียงกล่าวคำปฏิญาณตน และเข้าสุนัตตามที่บางคนเข้าใจเท่านั้น ในพิธีจะมีการกล่าวคุฏบะฮ โดยผู้ทำพิธีเองหรือเชิญผู้รู้คนอื่นก็ได้ เป็นการอบรมให้ข้อคิดเห็นเจ้าบ่าวในชีวิต ในพิธีจะต้องมีพยาน 2 คน และมะฮัรอยู่ตรงหน้าของผู้ทำพิธี
และเจ้าบ่าว ซึ่งทุกคนอยู่ในท่านั่ง ผู้ทำพิธีจะจับมือเจ้าบ่าว กล่าวกับเจ้าบ่าวว่า
" ฉันขอนิกะฮ ท่านกับนางสาว……………. บุตรของ……………ด้วยมะฮัรจำนวน………….." เจ้าบ่าวจะตอบกลับว่า
" ฉันขอรับนิกะฮกับนางสาว……………...ด้วยมะฮัรดังกล่าว " คำตอบรับนิกะฮ จะต้องให้ผู้นิกะฮและพยานอีก 2 คน ได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ หากยังได้ยินไม่ชัดเจนจะบอกให้กล่าวรับใหม่ จนกว่าจะชัดเจนเป็นเอกฉันท์

พิธีละหมาด (นมาซ ) ละหมาดหรือนมาซมาจากคำอาหรับว่า อัซซอลาร์ แปลว่า การขอพร การละหมาด คือ การแสดงความเคารพต่อพระเจ้าทั้ง
ทางร่างกายและจิตใจ เป็นศาสนกิจประจำวันที่สำคัญที่สุดของศาสนาอิสลาม โดยอัลลอฮได้ทรงบัญญัติเกี่ยวกับการละหมาดในคัมภีร์ อัล-กุรอ่าน ว่า ก่อนละหมาดต้องอาบน้ำละหมาดทุกครั้ง แต่ในกรณีที่ไม่มีน้ำ ผู้ละหมาดสามารถใช้ ตายัมมุม หมายถึงฝุ่นดินที่สะอาด แทนได้ การละหมาดแบ่งเป็น
2 ประเภท

- ประเภทที่ 1 ละหมาดฟัรดู (ละหมาดบังคับ) ได้แก่ ละหมาดประจำวัน วันละ 5 เวลา ละหมาดวันศุกร์ (บังคับเฉพาะเพศชาย) และละหมาดจีนาซะฮ์ (สำหรับผู้ที่ถึงแก่กรรม) โดยการละหมาดภาคบังคับซึ่งมุสลิมปฏิบัติตั้งแต่บรรลุนิติภาวะจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ปฏิบัติวันละ 5 เวลา ในเพศหญิง การละหมาดจะได้รับการยกเว้นในขณะที่มีรอบเดือน หรือมีเลือดหลังคลอดบุตร แต่จะต้องละหมาดชดเชยเมื่อเข้าสู่สภาพปกติ

- ประเภทที่ 2 ละหมาดซุนนะฮ์ ( ละหมาดที่ไม่บังคับ ) ถ้าปฏิบัติจะได้บุญ หากไม่ปฏิบัติจะไม่บาป ได้แก่ ละหมาดในวันตรุษอีดิลิฏรี ละหมาดขอพร ฯลฯ สถานที่ทำการละหมาดจะกระทำที่ใดก็ได้ แต่ต้องเป็นสถานที่ที่สะอาด หากเป็นการละหมาดวันศุกร์จะละหมาดที่มัสยืด โดยจะหันหน้าไปทางทิศตะวันตก อันเป็นทิศที่ตั้งของกะบะฮ์ (หินศักดิ์สิทธิ์) ใหนครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย

การละเล่นพื้นบ้าน เป็นกิจกรรมที่ผู้คนในท้องถิ่นจัดขึ้นเพื่อความสนุกสนานทั้งของผู้เล่นและผู้ชม เป็นศิลปะที่แสดงถึงภูมิปัญญาและความเป็นอยู่
ของกลุ่มชน การละเล่นพื้นบ้านของจังหวัดสตูลมีลักษณะผสมผสานกับจังหวัดใกล้เคียง และได้รับอิทธิพลจากประเทศมาเลเซียด้วย
อันได้แก่ - สิละ - ดาระ - รองเง็ง - หมากขุม

ประเพณีลอยเรือ
ขั้นตอนงานประเพณีลอยเรือ

วันที่ 1 ของงาน คืนวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 หรือ เดือน 12 ตอนเช้าทุกบ้านจะทำขนมต่าง ๆ เช่น ข้าวเหนียวเหลือง ต้มขาว ขนมเทียน เพื่อจะไปเซ่นไหว้ พอตกบ่าย ประมาณ 15.00 น. หมอประจำหมู่บ้านพร้อมกับลูกบ้านจะมาพร้อมกันที่ศาลเจ้าอยู่ติดกับสุสาน (ชาวเกาะเรียกว่า ลาทวด) ทุกคนจะต้องตั้งเครื่องเซ่นไหว้พร้อมกับเทียน ครอบครัวละ 1 เล่ม เพื่อที่จะให้หมอประจำหมู่บ้านดูเปลวเทียนของแต่ละครอบครัวว่าจะเป็นเช่นไร ในการทำพิธีนี้ จะมีเครื่องเซ่นไหว้ของหัวหน้าหมู่บ้านหรือของหมอประจำหมู่บ้าน 1 ชุด ที่จะต้องทำอาหารพิเศษ คือ จะมีเครื่องสุกดิบ 1 ชุด และข้าวเจ็ดสี 1 ชุด เพื่อจะบวงสรวงสิ่งที่ดีและไม่ดี เสร็จพิธีบวงสรวงแล้วจะมีรำมะนาเพื่อขอพรอย่างน้อย 7 เพลง

วันที่ 2 ของงาน คืนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือเดือน 12 คณะกรรมการจะแบ่งคนออกเป็น 2 ชุด ชุดที่ 1 เป็นชุดตัดไม้ระกำ ชุดที่ 2 เป็นชุดตัดเสาเอกและมาสเรือ (กระดูกงูเรือ) ชุดที่ 2 ที่ตัดเสาเอกและมาสเรือ จะต้องกลับออกจากป่ามาถึงบริเวณงานก่อนที่ชุดที่ 1 ที่ตัดไม้ระกำจะมา ทั้งสองคณะจะมีขบวนรำรองแง็งแห่มาบริเวณงาน พอถึงบริเวณงาน คณะกรรมการที่มีหน้าที่ต่อเรือก็จะดำเนินการต่อเรือ ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็จะสนุกสนานกับเต้น รองแง็งและรำวงจนกว่าเรือจะเป็นรูปเป็นร่างและเสร็จพอตกกลางคืนการแสดงจะเปลี่ยนเป็นการรำมะนารอบเรือที่ประกอบเสร็จแล้ว จะมีการรำจนใกล้สว่างประมาณตี 4 – 5 หมอประจำหมู่บ้าน ก็จะทำพิธีจุดเทียน พร้อมกับลูกบ้านอธิษฐานกับเทียนที่ปักไว้ในเรือของแต่ละครอบครัว ๆ ละ 1 เล่ม พอได้เวลาก็จะลอยเรือไป

วันที่ 3 ของงาน คืนวันแรม 1 ค่ำ ตอนเช้าพอหลังจากลอยเรือแล้ว จะมีคณะกรรมการชุดหนึ่งไปตัดไม้จะทำคล้ายๆ กับไม้กางเขน มีคณะรองแง็งนำขบวนแห่ออกมาจากป่าเหมือนกัน และเอาไม้กางเขนนี้มาปิดบริเวณงานชาวบ้านก็จะรำรองแง็งและรำวงจนตกเย็น พอค่ำจะเปลี่ยนเป็นรำมะนารอบไม้กางเขน และชาวบ้านก็จะนำน้ำใส่ภาชนะมาตั้งบริเวณไม้กางเขน หมอประจำหมู่บ้านก็จะใช้เทียนจุดบริเวณน้ำที่ชาวบ้านมาวางไว้เพื่อว่าน้ำนี้จะเป็นน้ำมนต์ เอาไว้ล้างหน้าล้างตาตอนเช้า เมื่อเสร็จพิธี